ประกาศสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
เรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ
1. ตำแหน่งที่จะบรรจุและแต่งตั้ง และเงินเดือนที่จะได้รับ
ตำแหน่งประเภทวิชาการ
1.1 ตำแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการ
1.2 ตำแหน่งนักวิชาการพัสดุปฏิบัติการ
1.3 ตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ
1.4 ตำแหน่งนิติกรปฏิบัติการ
1.5 ตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ
1.6 ตำแหน่งนักวิชาการตรวจสอบภายในปฏิบัติการ
1.7 ตำแหน่งอาลักษณ์ปฏิบัติการ
อัตราเงินเดือนระหว่าง 18,150 - 19,970 บาท ทั้งนี้ อัตราเงินเดือนเป็นไปตามประกาศ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 2 เมษายน 2556 เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนด อัตราเงินเดือนสำหรับคุณวุฒิที่ ก.พ. รับรอง เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญของสำนักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรี
ตำแหน่งประเภททั่วไป
1.8 ตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน
1.9 ตำแหน่งนายช่างไฟฟ้าปฏิบัติงาน
1.10 ตำแหน่งเจ้าพนักงานอาลักษณ์ปฏิบัติงาน
1.11 ตำแหน่งเจ้าพนักงานสิชิตปฏิบัติงาน
อัตราเงินเดือนระหว่าง 13,920 - 15,320 บาท ทั้งนี้ อัตราเงินเดือนเป็นไปตามประกาศ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 2 เมษายน 2556 เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนด อัตราเงินเดือนสำหรับคุณวุฒิที่ ก.พ. รับรอง เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญของสำนักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรี
2. จำนวนตำแหน่งว่างครั้งแรก
ตำแหน่งประเภทวิชาการ
2.1 ตำแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการ จำนวน 3 อัตรา
2.2 ตำแหน่งนักวิชาการพัสดุปฏิบัติการ จํานวน 1 อัตรา
2.3 ตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ จํานวน 2 อัตรา
2.4 ตำแหน่งนิติกรปฏิบัติการ จํานวน 2 อัตรา
2.5 ตำแหน่งนักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ จำนวน 2 อัตรา
2.6 ตำแหน่งนักวิชาการตรวจสอบภายในปฏิบัติการ จำนวน 1 อัตรา
2.7 ตำแหน่งอาลักษณ์ปฏิบัติการ จำนวน 2 อัตรา
ตำแหน่งประเภททั่วไป
2.8 ตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน จํานวน 11 อัตรา
2.9 ตำแหน่งนายช่างไฟฟ้าปฏิบัติงาน จำนวน 3 อัตรา
2.10 ตำแหน่งเจ้าพนักงานอาลักษณ์ปฏิบัติงาน จำนวน 2 อัตรา
2.11 ตำแหน่งเจ้าพนักงานลิขิตปฏิบัติงาน จำนวน 1 อัตรา
3. ลักษณะงานที่ปฏิบัติ
ลักษณะงานที่ปฏิบัติของแต่ละตำแหน่ง รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบท้ายประกาศ
4. คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครสอบ
4.1 ผู้สมัครสอบต้องมีคุณสมบัติทั่วไป และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ดังนี้
ก. คุณสมบัติทั่วไป
(1) มีสัญชาติไทย
(2) มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี
(3) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ
ข. ลักษณะต้องห้าม
(1) เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
(2) เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือน
ไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคตามที่กำหนดใน กฎ ก.พ.
(3) เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักราชการ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามกฎหมายอื่น
(4) เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม
(5) เป็นกรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง
หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง
(6) เป็นบุคคลล้มละลาย
(7) เป็นผู้เคยต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเพราะกระทำ ความผิดทางอาญา เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
(8) เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกจากรัฐวิสาหกิจ
หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ
(9) เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก หรือปลดออก เพราะกระทำผิดวินัย
ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามกฎหมายอื่น
(10) เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออก เพราะกระทำผิดวินัยตามพระราชบัญญัตินี้
หรือตามกฎหมายอื่น
(13) เป็นผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ หรือเข้าปฏิบัติงาน
หน่วยงานของรัฐ
ผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือน ซึ่งมีลักษณะต้องห้ามตาม ข. (4) (6) (7) (8) (9) (10) หรือ (11) ก.พ. อาจพิจารณายกเว้นให้เข้ารับราชการได้ แต่ถ้าเป็นกรณีมีลักษณะต้องห้าม ตาม (8) หรือ (4) ผู้นั้นต้องออกจากงานหรือออกจากราชการไปเกินสองปีแล้ว และในกรณีมีลักษณะต้องห้าม ตาม (10) ผู้นั้นต้องออกจากงานหรือออกจากราชการไปเกินสามปีแล้ว และต้องมิใช่เป็นกรณีออกจากงาน หรือออกจากราชการเพราะทุจริตต่อหน้าที่ สำหรับผู้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 36 ข. (1) ให้มีสิทธิ สมัครสอบแข่งขันได้ แต่จะมีสิทธิได้รับบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญที่สอบแข่งขันได้ต่อเมื่อพ้นจากการเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว
สำหรับพระภิกษุ หรือสามเณรทางราชการไม่รับสมัครสอบ และไม่อาจให้ เข้าสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ ทั้งนี้ ตามหนังสือกรมสารบรรณคณะรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร ที่ น.ว. 89/2501 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2501 และตามความในข้อ 4 ของคำสั่งมหาเถรสมาคม ที่ 1/2564 ลงวันที่ 28 กันยายน 2564
4.2 ผู้สมัครสอบต้องมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง ดังนี้
ตามเอกสารแนบท้ายประกาศ คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งของแต่ละตำแหน่ง รายละเอียดปรากฏ
4.3 ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ระดับเดียวกัน กับคุณวุฒิที่ใช้สอบ หรือสูงกว่า ของสำนักงาน ก.พ.
5. การรับสมัครสอบ
5.1 ผู้ประสงค์จะสมัครสอบ สมัครได้ทางอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2569 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ ตามขั้นตอน ดังนี้
5.1.3 เปิดเว็บไซต์
https://www.soc.go.th หัวข้อ “ประชาสัมพันธ์/ประกาศ รับสมัครงาน" หรือ
https://soc.thaijobjob.com
5.1.2 กรอกข้อมูลให้ถูกต้องและครบถ้วน ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนด และเมื่อยืนยันข้อมูลที่ได้กรอกแล้ว ระบบจะออกแบบฟอร์มการชำระเงินผ่านเคาน์เตอร์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้โดยอัตโนมัติ
5.1.3 พิมพ์แบบฟอร์มการชำระเงินลงในกระดาษขนาด A4 จำนวน 1 แผ่น หรือหากไม่มีเครื่องพิมพ์ในขณะนั้น ให้บันทึกข้อมูลเก็บไว้ในรูปแบบ File ลงในสื่อบันทึกข้อมูล เพื่อพิมพ์แบบฟอร์มการชำระเงินในภายหลัง
ในกรณีที่ไม่สามารถพิมพ์แบบฟอร์มการชำระเงินหรือบันทึกข้อมูลได้ ผู้สมัครสอบสามารถเข้าไปพิมพ์แบบฟอร์มการชำระเงิน หรือบันทึกข้อมูลลงในสื่อบันทึกข้อมูลใหม่ได้อีก แต่จะไม่สามารถแก้ไขข้อมูลในการกรอกใบสมัครสอบในครั้งแรกที่สมบูรณ์แล้วได้
*** ดูเพิ่มเติมในไฟล์แนบ ***
7. การประกาศรายชื่อผู้สมัครสอบ วัน เวลา สถานที่สอบ และระเบียบเกี่ยวกับการสอบ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะประกาศรายชื่อผู้สมัครสอบ วัน เวลา สถานที่สอบ และระเบียบเกี่ยวกับการสอบ ในวันที่ 30 มีนาคม 2569 ณ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และทางเว็บไซต์
https://www.soc.go.th หัวข้อ “ประชาสัมพันธ์/ประกาศรับสมัครงาน” และ
https://soc.thaijobjob.com
8. หลักสูตรและวิธีการสอบแข่งขัน
8.1 การสอบแข่งขันเพื่อวัดความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง (คะแนนเต็ม 200 คะแนน) โดยวิธีสอบข้อเขียนและสอบปฏิบัติ
หลักสูตรการสอบของแต่ละตำแหน่ง รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบท้ายประกาศ
8.2 การสอบแข่งขันเพื่อวัดความเหมาะสมกับตำแหน่ง (คะแนนเต็ม 100 คะแนน) โดยวิธีการสัมภาษณ์ เพื่อประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่งจากประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน ประสบการณ์ ท่วงทีวาจา อารมณ์ ทัศนคติ การปรับตัวเข้ากับผู้ร่วมงาน สังคม และสิ่งแวดล้อม ความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ ปฏิภาณ ไหวพริบ บุคลิกภาพ และพฤติกรรมของผู้สอบแข่งขัน เพื่อให้ได้บุคคลที่มีคุณธรรม จริยธรรม ความรู้ความสามารถ ทักษะ สมรรถนะ และอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับตำแหน่ง
ทั้งนี้ จะดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อวัดความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่งก่อน และเมื่อสอบผ่านการสอบแข่งขันเพื่อวัดความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่งแล้ว จึงจะมีสิทธิ เข้าสอบแข่งขันเพื่อวัดความเหมาะสมกับตำแหน่ง
9. หลักฐานที่ต้องนำมาในวันสอบแข่งขันเพื่อวัดความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง
9.1 บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีรูปถ่าย และเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักระบุชัดเจน หรือใบอนุญาตขับรถที่มีรูปถ่าย และเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ทั้งนี้ หากเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ไม่ตรงกับหลักฐานข้อมูลการสมัครสอบ จะไม่อนุญาต ให้เข้าห้องสอบ
9.2 ใบสมัครที่พิมพ์จากอินเทอร์เน็ต ให้ติดรูปถ่ายหน้าตรง ไม่สวมหมวก และไม่สวม แว่นตาดำ ถ่ายไม่เกิน 1 ปี ขนาด 3 x 1.5 นิ้ว และลงลายมือชื่อในใบสมัครให้ครบถ้วน
9.3 สำเนาประกาศนียบัตร หรือสำเนาปริญญาบัตร หรือสำเนาหนังสือรับรอง ฉบับสภามหาวิทยาลัยอนุมัติ และสำเนาระเบียนแสดงผลการเรียน (Transcript of Records) ที่แสดงว่า เป็นผู้มีคุณวุฒิการศึกษาตรงตามประกาศรับสมัคร โดยจะต้องสำเร็จการศึกษาและได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจ อนุมัติให้สำเร็จการศึกษาภายในวันปิดรับสมัคร จำนวนอย่างละ 1 ฉบับ
ผู้สมัครสอบตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ ในกรณีสำเร็จการศึกษา หลักสูตรปริญญาตรีต่อเนื่อง 2 ปี ให้แนบสำเนาประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.) หรือสำเนา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือสำเนาอนุปริญญาหลักสูตร 2 ปี หรือ 3 ปี จำนวน 1 ฉบับ และสำเนาระเบียนแสดงผลการเรียน (Transcript of Records) จำนวน 1 ฉบับ
ทั้งนี้ ผู้ที่จะถือว่าสำาเร็จการศึกษาตามหลักสูตรชั้นประกาศนียบัตร หรือปริญญาบัตรของสถานศึกษาใดนั้น จะถือตามกฎหมาย กฎ หรือระเบียบที่เกี่ยวกับการสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร ของสถานศึกษานั้น ๆ เป็นเกณฑ์ โดยจะต้องสำาเร็จการศึกษาและได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจอนุมัติ ให้สำเร็จการศึกษาภายในวันปิดรับสมัคร คือ วันที่ 20 มีนาคม 2569
ในกรณีที่ไม่สามารถนำหลักฐานการศึกษาดังกล่าวมายืนพร้อมโบสมัครได้ ก็ให้นำหนังสือรับรองคุณวุฒิที่สถานศึกษาออกให้ โดยระบุสาขาวิชาที่สำเร็จการศึกษาและวันที่ที่ได้รับอนุมัติ ประกาศนียบัตร หรือปริญญาบัตร ซึ่งจะต้องอยู่ภายในกำหนดวันปิดรับสมัครมายื่นแทน
9.4 สำเนาหลักฐานอื่น ๆ (ถ้ามี) เช่น ใบสำคัญการสมรส ใบเปลี่ยนชื่อ หรือนามสกุล (ในกรณีที่ชื่อ หรือนามสกุล หรือทั้งชื่อและนามสกุล ในหลักฐานการสมัครไม่ตรงกัน) เป็นต้น จำนวน 1 ฉบับ ทั้งนี้ ให้ผู้สมัครสอบเขียนคำรับรองว่า "สำเนาถูกต้อง” ในเอกสารที่เป็นสำเนาหลักฐานทุกฉบับ พร้อมลงชื่อและวันที่กำกับไว้ทุกหน้า
10. หลักฐานที่ต้องนำมาในวันสอบแข่งขันเพื่อวัดความเหมาะสมกับตำแหน่ง
10.1 บัตรประจำตัวประชาชน
10.2 สำเนาหนังสือรับรองผลการสอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสำนักงาน ก.พ. จำนวน 1 ฉบับ ดังนี้
10.2.1 ตำแหน่งประเภทวิชาการ ใช้หนังสือรับรองผลการสอบผ่านการวัดความรู้ ความสามารถทั่วไป ระดับปริญญาตรี หรือสูงกว่า ของสำนักงาน ก.พ.
10.2.2 ตำแหน่งประเภททั่วไป ใช้หนังสือรับรองผลการสอบผ่านการวัดความรู้ ความสามารถทั่วไป ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือสูงกว่า ของสำนักงาน ก.พ.
กรณีผู้สมัครสอบใช้หนังสือรับรองผลการสอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสำนักงาน ก.พ. ในระดับที่สูงกว่าวุฒิที่ใช้สมัคร ให้ยื่นหลักฐานการศึกษาของวุฒินั้นด้วย
10.3 สำเนาเอกสารทางทหาร เช่น หนังสือสำคัญ (แบบ สด. 4) และสมุดประจำตัว ทหารกองหนุนประเภทที่ 1 หรือใบสำคัญ (แบบ สด. 4) สำหรับทหารกองเกิน และทหารกองหนุนประเภทที่ 2 หรือใบรับรองการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ (แบบ สด. 43)
ทั้งนี้ ให้ผู้สมัครสอบเขียนคำรับรองว่า “สำเนาถูกต้อง” ในเอกสารที่เป็นสำเนาหลักฐานทุกฉบับ พร้อมลงชื่อและวันที่กำกับไว้ทุกหน้า
11. เกณฑ์การตัดสิน
ผู้ที่จะถือว่าเป็นผู้สอบแข่งขันได้ ต้องเป็นผู้สอบได้คะแนนในการสอบแข่งขันเพื่อวัดความรู้ ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่งไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 และการสอบแข่งขันเพื่อวัดความเหมาะสมกับตำแหน่ง ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงหลักวิชาการวัดผลด้วย
12. การขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้
สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ โดยเรียงตามลำาดับที่ จากผู้ที่ได้คะแนนรวมของการสอบแข่งขันเพื่อวัดความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่งและการสอบแข่งขัน เพื่อวัดความเหมาะสมกับตำแหน่งสูงสุดลงมาตามลำดับ ในกรณีที่มีผู้สอบได้คะแนนรวมเท่ากัน ให้ผู้สอบได้คะแนนการสอบแข่งขันเพื่อวัดความเหมาะสมกับตำแหน่งมากกว่าเป็นผู้อยู่ในลำดับที่สูงกว่า ถ้าได้คะแนนการสอบแข่งขันเพื่อวัดความเหมาะสมกับตำแหน่งเท่ากันอีก ให้ผู้ที่ได้รับเลขประจำตัวสอบก่อน เป็นผู้อยู่ในลำดับที่สูงกว่า